ชีวิตไม่จนไม่ขัดสนไม่ว่างเปล่า

กิจที่ควรทำสำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ก็คือจะต้องมีความอดทน มีความเพียร มีความจริงใจที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาต่อไป ไม่ละเลยโอกาสที่สำคัญในชีวิตที่จะทำให้ตนเองได้เข้าใจถูกเห็นถูกในธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นขณะที่ประเสริฐ และหายากเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตไม่จนไม่ขัดสนไม่ว่างเปล่า

ทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ศีล หิริ (ความละอายต่อบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป) สุตะ (การฟังพระธรรม) จาคะ (การสละ) ปัญญา เป็นทรัพย์ที่ ๗ ย่อมมีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ‘เป็นคนไม่ขัดสน’ ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่างเปล่า
อธิบายดังนี้ ทรัพย์คือคุณความดีประการต่างๆ โดยมีปัญญาเป็นสำคัญ ทั้งศรัทธา ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อันเกิดจากปัญญาความเข้าใจถูก ศีล การประพฤติข้อปฏิบัติที่ควรปฏิบัติและควรเว้น เพราะรู้ว่าอะไรถูกและผิดด้วยปัญญา หิริโอตตัปปะ ความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อความไม่รู้ในสภาพธรรมขณะนี้ ที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ด้วยปัญญาความเห็นถูก จึงเกิด หิริ โอตตัปปะ ในการไม่รู้ความจริงขณะนี้ ทรัพย์คือ สุตะ คือ การฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม ทรัพย์ คือ จาคะ การสละ ที่เป็นการสละจากกิเลส สละความไม่รู้ สละความเห็นผิดที่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นสัตว์บุคคล เพราะมีปัญญาจึงมีจาคะที่ประเสริฐ ทรัพย์คือปัญญา ความเห็นถูก ที่เข้าใจความจริงในขณะนี้ว่าเป็น ธรรมะ ไม่ใช่เรา ตามลำดับของปัญญา
ทรัพย์ คือ คุณธรรมเหล่านี้มีในบุคลใด บุคคลนั้นไม่ยากจน ไม่ขัดสน ในทรัพย์ที่ประเสริฐ ที่เป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่แท้จริง ที่ติดตัวไปได้ และ พ้นจากความยากจนในคุณความดี พ้นจากความยากจน ขัดสนในปัญญา 
ชีวิตไม่ว่างเปล่า คือ ไม่ว่างเปล่าจากธรรมรัตนะ คุณความดีที่จะทำให้ถึงการรู้ความจริง ละกิเลสความไม่รู้ ขณะนี้มีสภาพธรรมะแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ ยากจนปัญญา มากด้วยอวิชชาความไม่รู้ ผู้ที่รู้ความจริงของสภาพธรรมขณะนี้ ชีวิตไม่ว่างเปล่า เพราะประกอบปัญญา
    พระธรรมจึงเป็นเครื่องเตือนให้ได้เข้าใจความจริงว่า ไม่ว่าจะมีชีวิตแบบใดก็สามารถอบรมปัญญา สะสมอริยทรัพย์ ที่เป็นไปเพื่อเข้าใจถูกในขณะนี้ สิ่งต่างๆ ทรัพย์สินเงินทอง บุคคลที่รัก ติดตามไปไม่ได้ ไม่ใช่สาระ นำมาซึ่งทุกข์สำหรับผู้มากไปด้วยกิเลส แต่สาระคือ การเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ จากที่ไม่เคยไม่รู้เลย แม้ขั้นการฟัง เริ่มรู้ขึ้นว่าเป็นแต่เพียงธรรมะ เริ่มสะสมอริยทรัพย์ สิ่งที่มีค่า ชีวิตไม่ว่างเปล่าจากปัญญา เพราะได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ขณะนี้สภาพธรรมกำลังมี กำลังปรากฎ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นผู้ยากจน หรือ มีทรัพย์ในโลก ชีวิตว่างเปล่าหรือไม่ อย่างไร.

ค่อย ค่อย อ่าน
ทำความเข้าใจ ธรรมะ ที่ส่งเข้ามา ช้าช้า ที่ละคำ ทีละประโยค ทีละบันทัด อย่างนี้เรียกว่า ปริยัติ

เข้าใจดีแล้ว
ทำตาม เรียกว่า ปฏิปัตติ หรือ ภาวนา

คือการปฏิบัติตาม เพื่อให้เข้าถึง สภาวะ คือส่วนลึกของ คำสอน ซาบซึ้งในคำสอน

ปัญญา มนุษย์ มี ๓ ระดับ คือ
๑.สุตะ มยปัญญา แปลว่า การฟังคำสอน หรือการอ่านคำสอน ฟังคุณครูสอน แค่นี้ก็ได้ ปัญญา ระดับที่ ๑ นี้ไปแล้ว

๒.ปัญญา ขั้นที่ ๒ คือ จินตะ มยปัญ แปลว่า ฟังมาจากข้อที่ ๑ แล้ว

ตัวเองต้องนำมาคิด พิจารณา ต่อ เอามาลำดับ เอามาเรียบเรียงใหม่ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

แปลว่า
คิดพิจารณา ไตร่ตรอง ให้รอบคอบ ถี่ถ้วน ทุกแง่ทุกมุม เสียก่อน ว่า ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็ เอาไปเก็บไว้ในใจ อย่างแยบคาย รักษาไว้ ให้ดี

ปัญญาชนิดนี้ เก่งกว่า ชนิดแรก ๑๐๐ เท่า

๓.ปัญญา ขั้นที่ ๓ คือ ภาวนา มยปัญญา

ปัญญาชนิดนี้ เก่งกว่า ปัญญาชนิดที่ ๒ อีก ๑๐๐ เท่า ไม่เชื่อก็ลองทำดู

คือ การเอาความรู้ทั้ง ข้อ ๑ และ ๒ ลงมือปฏิบัติตาม อย่างจริงจังเลย แล้วจะเกิดปัญญา ชนิดที่ ๓ นี้ รู้ลึก รู้มาก รู้กว้าง กว่า เยอะ มาก มาก มาก

ที่ ธรรมะ
ของพวกเรา ไม่ก้าวหน้า เพราะ เราทำแค่ ข้อ ๑ อย่างมากก็ข้อ ๒ แล้วก็หยุดเลย หาความรู้ไปเรื่อย

ความรู้ ก็คือ ความรู้
มันเป็นมรรค ต้องลงมือทำตาม ปฏิบัติตาม มันจึงจะ เกิด ผล

ลองคิดดู
เราทุกคน ไม่ก้าวหน้าใน ธรรม เพราะเรา ไม่ได้ลงมือ ปฏิบัติ ตามคำสอน อย่างจริงจัง

คำสอนนั้น กล่าวโดยรวมคือ อริยมรรคมีองค์ ๘

บางคน ยังคิดว่า การปฏิบัติ คือการ นั่งสมาธิ แล้วก็จบ สมาธิดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่ยังไม่จบ 

อย่างนั้น
เข้าใจผิด ไปไกล แล้ว

ศาสนาพุทธ มี ศีล สมาธิ และปัญญา ต้องมีครบทั้ง ๓ ส่วน เสมอกัน ทั้ง ๓ ส่วน จึงจะจบ  มี อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่จบ

Related posts

ความคิด

มโนกรรม

เข้าใจธรรมะไม่ใช่เรื่องง่าย